ในปัจจุบันข้อมูลพื้นฐานที่สำคัญในธุรกิจประกันภัย เช่น กรมธรรม์ประกันภัย แบบประกัน ข้อมูลทรัพย์สินที่ต้องการได้รับความคุ้มครองจากการประกัน ลักษณะความคุ้มครองและผลประโยชน์ เอกสารการเคลม ค่าใช้จ่ายในการเคลม จัดว่าเป็นข้อมูลที่มีค่าสำหรับธุรกิจประกันภัย
แต่ละบริษัทประกันมีการจัดเก็บข้อมูลในฐานข้อมูลกลางของบริษัท ซึ่งยากต่อการตรวจสอบกับบริษัทอื่นๆ เช่น การทำกรมธรรม์ประกันภัยทับซ้อนในทรัพย์สินที่ต้องการได้รับความคุ้มครองเดียวกัน ซึ่งอาจจะมีผลต่อการเคลมซ้ำซ้อน ความเสี่ยงของการรับประกันชีวิตสำหรับบุคคลเดียวกัน เป็นต้น
นอกจากนี้ ในธุรกิจประกันภัยยังมีปัญหาการรับส่งข้อมูลการเคลมระหว่างบริษัทประกันภัย หน่วยงานภาครัฐ กับหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งกระบวนการที่ยุ่งยากมีข้อมูลหลากหลายรูปแบบ ก็กลายมาเป็นปัญหาหลักของธุรกิจ
โดยทั่วไปแล้วบริษัทประกันต่างๆ จะมีฐานข้อมูลลูกค้า กรมธรรม์ แบบประกัน ผลประโยชน์ การเคลม การชำระเงินต่างๆ เก็บไว้ สำหรับบริษัทที่มีการออกแบบการจัดเก็บข้อมูลดังกล่าวที่ดี และมีซอฟต์แวร์ที่มีประสิทธิภาพ ระบบงานก็สามารถเชื่อมต่อการทำงานกันได้อย่างราบรื่นตลอดสาย มีกระบวนการดำเนินการแบบอัตโนมัติ ง่ายและสะดวกต่อผู้ใช้ ส่งผลให้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว
แต่ในบางบริษัท การจัดเก็บข้อมูลกระจัดกระจายไม่เป็นระบบแบบแผน มีฐานข้อมูลหลากหลายชนิด มีซอฟต์แวร์แยกส่วนที่เป็นอิสระ ต่างคนต่างพัฒนา ต่างคนต่างใช้ ไม่ได้มีการประสานงานและเชื่อมต่อข้อมูลกัน จึงก่อให้เกิดปัญหามากมายขึ้นในองค์กร
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ดูจะเป็นโจทย์ใหญ่ที่ทำให้หลายธุรกิจต้องปรับตัว โดยช่วงที่ผ่านมาจะเห็นกลุ่มสถาบันการเงิน ธุรกิจผู้ให้บริการทางการเงินและการลงทุน ขยับตัวกันยกใหญ่
ต่อจากนี้ถึงคราวของธุรกิจประกันภัยที่ต้องลุกขึ้นมาปรับตัวกันบ้าง เพื่อรับมือกับกระแส “InsurTech” หรือการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการทำธุรกิจประกันภัย เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า ผ่านการนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการและการดำเนินชีวิตของคนรุ่นใหม่
สำหรับ InsurTech มีจุดเด่นอยู่ที่การช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการ เพราะคือการนำเทคโนโลยีมาช่วยอำนวยความสะดวกและเพิ่มช่องทางในการให้บริการในหลากหลายมิติ แค่เพียงมีอุปกรณ์สมาร์ทโฟน ก็สามารถจัดการกับประกันภัยได้ทุกเรื่อง ทำให้ชีวิตง่ายขึ้น
ถือเป็นการสร้างประสบการณ์สมาร์ทไลฟ์ให้กับลูกค้า อีกทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งในกลยุทธ์บริหารความสัมพันธ์กับลูกค้าที่ดี และสนองต่อพฤติกรรมการใช้งานของผู้ใช้ประกันภัยที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม และยังสามารถให้คำปรึกษาและวิเคราะห์รูปแบบของประกันภัยที่เหมาะสมกับความต้องการและความเสี่ยงของลูกค้าแต่ละราย รวมถึงคำนวณเบี้ยประกันภัย และจ่ายเงินผลประโยชน์ให้กับลูกค้าประกันภัยได้อย่างรวดเร็วและสะดวกสบายขึ้น ผ่านแอปพลิเคชันบนสมารท์โฟน
จึงทำให้ธุรกิจประกันภัยทั่วโลกหันมาให้ความสนใจกับ InsurTech มากขึ้น
ในส่วนของประเทศไทยตื่นตัวกับกระแส InsurTech ไม่แพ้ประเทศอื่น โดยปัจจุบันผู้ประกอบการและสตาร์ทอัพไทยเริ่มพัฒนา InsurTech ออกมาป้อนตลาด ไม่ว่าจะเป็น แอปพลิเคชันประกันภัยรถยนต์ “เคลมดิ” หรือ “รู้ใจ” ที่ช่วยให้การเคลมประกันรถสะดวกและรวดเร็วขึ้น ไปจนถึงบริการประกันภัยออนไลน์ทุกรูปแบบผ่านเว็บและแอปพลิเคชัน นอกจากนี้ ยังเริ่มเห็นการผนึกกำลังกันระหว่างธุรกิจประกันภัย กับสตาร์ทอัพ InsurTech หรือผู้ประกอบการในธุรกิจอื่นๆ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสัญญาณที่ดีต่อวงการประกันภัยของไทยทั้งสิ้น
ขณะที่หน่วยงานกำกับดูแลอย่าง สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือ คปภ. ดูจะตื่นตัวกับกระแส InsurTech ไม่น้อย ล่าสุดมีการออกร่างกฎหมายกำกับดูแลการซื้อขายประกันผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อดูแลการทำธุรกรรมประกันภัยออนไลน์และคุ้มครองผู้บริโภคอีกทางหนึ่ง โดย คปภ. พร้อมจะผลักดันให้อุตสาหกรรมประกันภัยนำเทคโนโลยีมาใช้อย่างเต็มที่เพื่อประโยชน์ของผู้บริโภค และให้สอดรับกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0
อย่างไรก็ดี เมื่อ InsurTech เริ่มออกสู่ตลาดมากขึ้น สิ่งที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือ "ความเสี่ยง" โดยการรักษาความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ ยังคงเป็นโจทย์ที่ท้าทายของ InsurTech ที่ทั้งผู้เล่นและหน่วยงานกำกับทั่วโลกต้องร่วมมือกันป้องกันและแก้ไข เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคและขยายตลาด InsurTech ให้เติบโตในวงกว้างมากขึ้น.
ศรยุทธ เทียนสี
ขอขอบคุณ ที่มา คัดลอกจาก http://www.thaipost.net/?q=node/36163